“เกาะเสือ” มีชีวิต! อบจ.กำแพงเพชร รวมพลังชาติพันธุ์ โชว์วิถี–ศิลป์–ภูมิปัญญา สู่เศรษฐกิจชุมชน
เกาะเสือกับเรื่องเล่าจากรากเหง้า อัตลักษณ์ชาติพันธุ์กำแพงเพชร สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

ถ้าเรามองการท่องเที่ยวให้มากกว่าการเดินทางไปชมสถานที่สวย ๆ บางครั้งสิ่งที่น่าจดจำที่สุดอาจไม่ใช่วิวทิวทัศน์ แต่คือ “เรื่องราว” ของผู้คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ เรื่องราวของ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา เครื่องแต่งกาย อาหาร การละเล่น และขนบธรรมเนียม ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

ที่ แหล่งท่องเที่ยวเกาะเสือ ตำบลโกสัมพี อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำมารวมกันอย่างมีชีวิตชีวา ภายใต้กิจกรรม “ส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ที่จัดโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร

งานครั้งนี้มี นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นายอำนวย ตาวงค์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร นายชัยยศ ตั้งนิยม ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร สมาชิกสภาฯ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ นักวิชาการด้านวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ และประชาชนเข้าร่วม
แต่สิ่งที่ทำให้งานนี้มีความหมายมากกว่างานแสดงทั่วไป คือการเปิดพื้นที่ให้ “เจ้าของวัฒนธรรม” ได้เป็นผู้เล่าเรื่องราวของตัวเอง
เสียง สีสัน และขบวนวัฒนธรรมเริ่มต้นขึ้นจาก “ขบวนบั้งไฟเอ้” จากนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล ที่หยิบเอาเรื่องราว “ตำนานยักษ์บั้งไฟ เอ้บั้งไฟ วิถีชีวิตนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล” มาถ่ายทอดผ่านขบวนที่เต็มไปด้วยสีสัน ก่อนจะต่อด้วย ขบวนพาเหรดศิลปวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ จากชุมชนต่าง ๆ

จากนั้นผู้คนจึงได้ค่อย ๆ เดินชม “นิทรรศการมีชีวิต หัตถศิลป์ และสำรับพื้นถิ่น” ซึ่งไม่ได้มีเพียงสิ่งของจัดแสดงอยู่หลังตู้กระจก แต่เป็น ภูมิปัญญาที่กำลังลงมือทำให้ชมกันตรงหน้า
มุมหนึ่งคือ ผืนผ้าม้งที่ถูกปักอย่างประณีต ทุกลวดลายมีทั้งความงามและเรื่องราว ขณะที่อีกมุมหนึ่งเป็นการละเล่น “โยนลูกช่วง” ที่ทำให้เห็นว่าความสนุกสนานของเด็ก ๆ ในวันวาน เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน
เดินต่อไปพบกับ ภูมิปัญญาของชาวลาหู่ การจักสานเก้าอี้หวายแบบโบราณ และการละเล่น “ตีลูกสะบ้า” สิ่งธรรมดาที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นก่อน วันนี้กลับกลายเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า และควรได้รับการบอกเล่าให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก
ส่วนผืนผ้าอิ้วเมี่ยนก็มีเรื่องราวของตัวเอง ผ่าน งานปักที่ละเอียดอ่อน ลวดลายและฝีเข็มไม่ได้เป็นเพียงความสวยงาม แต่เป็นภูมิปัญญาที่ถูกส่งต่อจากบรรพบุรุษ เป็นเหมือน ภาษาชนิดหนึ่งที่เล่าเรื่องราวของผู้คนโดยไม่ต้องใช้คำพูด
ขณะที่ภูมิปัญญา การทอผ้าและจักสานของชาวปกาเกอะญอ สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ เส้นใยทุกเส้นถูกนำมาถักทอจนกลายเป็นเครื่องใช้และเครื่องแต่งกายที่ผูกพันกับวิถีชีวิต
อีกมุมหนึ่งพาไปสัมผัส “เฮือน” หรือบ้านของชาวไทดำ ผ่านการจำลองบ้านและวิถีชีวิต รวมถึงการละเล่นพื้นถิ่น ทำให้ผู้มาเยือนได้เห็นว่า บ้านไม่ได้เป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่เก็บรักษาความทรงจำ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
แล้วกลิ่นหอมของ “กระยาสารท” ก็พาผู้คนกลับมาสู่เรื่องใกล้ตัวของชาวกำแพงเพชร กับการสาธิตกวนกระยาสารทต้นตำรับจากอำเภอโกสัมพีนคร ขนมพื้นบ้านที่อาจดูธรรมดา แต่เต็มไปด้วย ความทรงจำของผู้คนและเทศกาลในแต่ละปี
สีสันยังคงดำเนินต่อไปกับ เครื่องแต่งกายของชาวลีซูและลาหู่ ก่อนจะพาไปถึงประเพณีสู่ขวัญข้าว “กุ้มข้าวใหญ่” ของอำเภอลานกระบือ ที่สะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับผืนดินและวิถีเกษตร
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า กำแพงเพชรไม่ได้มีเพียงโบราณสถาน เมืองเก่า หรือแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมี “ผู้คน” และ “เรื่องราว” ที่สามารถกลายเป็นเสน่ห์ของการเดินทางได้
การนำอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มารวมไว้ในพื้นที่เดียวกัน จึงเหมือนการนำ ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของจังหวัดมาประกอบกันเป็นภาพใหญ่ ภาพของกำแพงเพชรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความหลากหลายนั้นไม่ได้ทำให้ผู้คนแตกต่างออกจากกัน หากแต่กลายเป็น เสน่ห์ที่ทำให้จังหวัดมีเรื่องราวน่าค้นหา

สิ่งที่น่าสนใจคือการนำภูมิปัญญาเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับ “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” เพราะนักท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงถ่ายภาพแล้วเดินทางกลับ แต่ต้องการ สัมผัสประสบการณ์ ได้เรียนรู้ ได้ทดลอง ได้พูดคุยกับคนในชุมชน และได้เข้าใจว่าของที่อยู่ตรงหน้ามีที่มาอย่างไร
ผ้าหนึ่งผืนจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงผ้า แต่เป็นเรื่องราวของคนทั้งชุมชน
อาหารหนึ่งจานอาจไม่ได้เป็นเพียงของกิน แต่เป็นความทรงจำของครอบครัว
การละเล่นหนึ่งอย่างอาจไม่ได้เป็นเพียงความสนุก แต่เป็นภาพของชีวิตในวันวาน







และ ขบวนวัฒนธรรมหนึ่งขบวน อาจไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น หากแต่เป็นการบอกกับคนรุ่นใหม่ว่า “เรามาจากไหน”
นี่จึงเป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรมที่เกาะเสือ การนำวัฒนธรรมออกจากตำราและพิพิธภัณฑ์ ให้กลับมามีชีวิตอยู่ต่อหน้าผู้คน ให้คนรุ่นเก่าได้ถ่ายทอด และให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่บรรพบุรุษฝากไว้
ในท้ายที่สุด การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อาจไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอไป แต่บางครั้งคือการหยิบสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว—ภูมิปัญญา วิถีชีวิต อาหาร งานฝีมือ ภาษา การแต่งกาย และประเพณี—มามองด้วยมุมใหม่ แล้วทำให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นทั้ง ความภาคภูมิใจและโอกาสทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่
เพราะการรักษาวัฒนธรรมที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่เพียงการเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังดู
แต่คือการทำให้วัฒนธรรมนั้น “ยังมีชีวิต” และสามารถเดินทางต่อไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ได้
และที่ เกาะเสือในวันนั้น เรื่องราวของผู้คนหลายกลุ่มจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าของอดีต แต่กำลังถูกนำมาต่อยอดเป็น เรื่องราวบทใหม่ของกำแพงเพชร—เรื่องราวของการท่องเที่ยวที่มีราก มีชีวิต และมีหัวใจของชุมชนอยู่ข้างใน
































